นักสืบช่วยรวบรวมหลักฐาน Deepfake เพื่อดำเนินคดี
24 Aug 2026 Pro Media Live · ตรวจทานโดย นักสืบณรงค์ (ผู้เชี่ยวชาญงานสืบสวน 20+ ปี) 4 ครั้ง
นักสืบณรงค์ช่วยรวบรวมหลักฐาน Deepfake เพื่อยื่นฟ้องดำเนินคดีผู้กระทำผิด โดยเริ่มจากการสืบค้นแหล่งที่มา เก็บหลักฐานดิจิทัลอย่างเป็นระบบ และสืบหาตัวตนผู้สร้าง Deepfake เพื่อนำไปใช้ประกอบการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เช้าวันหนึ่ง คุณพิมล (นามสมมติ) ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหมือนฝันร้าย เมื่อพบว่าวิดีโอส่วนตัวที่เธอถ่ายไว้เพื่อส่งให้แฟน ถูกตัดต่อใบหน้าของเธอไปใส่ในคลิปอนาจาร และกำลังถูกแชร์ว่อนในกลุ่มลับบนโซเชียลมีเดีย ความตกใจ ความอับอาย และความโกรธถาโถมเข้าใส่ เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงในพริบตา นี่ไม่ใช่แค่การถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว แต่เป็นการถูกทำลายศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถืออย่างร้ายแรง
เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ในยุคที่เทคโนโลยี AI พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ภัย Deepfake กำลังกลายเป็นอาวุธร้ายในมือของมิจฉาชีพและผู้ไม่หวังดี เพื่อสร้างความเสียหายแก่บุคคลและองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพปลอม เสียงปลอม หรือวิดีโอปลอมที่แนบเนียนจนแทบแยกไม่ออก ธนาคารแห่งประเทศไทย เองก็ยังออกมาเตือนถึงภัย Deepfake และ Voice Cloning ที่ใช้หลอกลวงทางการเงิน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาในปัจจุบัน (ข้อมูลปี 2026)
เมื่อตกเป็นเหยื่อ Deepfake การดำเนินการทางกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็น แต่การจะเอาผิดผู้กระทำผิดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลักฐานดิจิทัลมักถูกซ่อนเร้นและลบเลือนได้ง่ายดาย นี่คือจุดที่ ทีมนักสืบมืออาชีพ อย่างนักสืบณรงค์เข้ามามีบทบาทสำคัญ ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการ รวบรวมหลักฐาน Deepfake อย่างเป็นระบบและถูกต้องตามหลักกฎหมาย เพื่อให้คุณมีโอกาสสูงสุดในการยื่นฟ้องดำเนินคดีและทวงคืนความยุติธรรม
📑 สารบัญ
Deepfake คืออะไร และอันตรายแค่ไหน?
Deepfake คือเทคโนโลยีการสร้างภาพ เสียง หรือวิดีโอปลอมที่เหมือนจริงอย่างน่าทึ่ง โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะเทคนิค Deep Learning ในการเรียนรู้และเลียนแบบลักษณะเฉพาะของบุคคลเป้าหมาย เพื่อนำไปสร้างเนื้อหาที่บุคคลนั้นไม่เคยทำหรือพูดจริง ๆ คำว่า Deepfake มาจากคำว่า "Deep Learning" (การเรียนรู้เชิงลึก) และ "Fake" (ปลอม) ซึ่งสะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีขั้นสูงกับการสร้างสิ่งปลอมขึ้นมา
ความอันตรายของ Deepfake
- ทำลายชื่อเสียงและศักดิ์ศรี: เป็นอาวุธที่ใช้ในการกลั่นแกล้ง คุกคาม หรือสร้างความอับอายให้กับบุคคล โดยเฉพาะการนำไปสร้างเนื้อหาอนาจารหรือเนื้อหาที่ทำให้เสื่อมเสีย
- หลอกลวงทางการเงิน: มิจฉาชีพอาจใช้ Deepfake ในการปลอมแปลงตัวตนเพื่อหลอกลวงให้โอนเงิน หรือเข้าถึงข้อมูลทางการเงินส่วนบุคคล
- บิดเบือนข้อมูล: สามารถสร้างข่าวปลอม วิดีโอปลอมของนักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพล เพื่อชี้นำสังคม สร้างความแตกแยก หรือปลุกปั่นให้เกิดความเข้าใจผิด
- สร้างความเสียหายต่อองค์กร: ใช้ในการโจมตีคู่แข่งทางธุรกิจ ปล่อยข่าวลือ หรือสร้างภาพลักษณ์เชิงลบให้กับบริษัท
- การฉ้อโกงอัตลักษณ์: การนำใบหน้าหรือเสียงไปใช้ในการยืนยันตัวตนดิจิทัลเพื่อเข้าถึงบัญชีหรือบริการต่างๆ
การถูก Deepfake เหมือนกับการถูกสวมรอยตัวตนและถูกใช้เป็นหุ่นเชิดในละครที่ไม่ได้แสดงเอง ผลกระทบที่เกิดขึ้นสามารถทำลายชีวิต อาชีพ และความสัมพันธ์ของผู้ตกเป็นเหยื่อได้อย่างลึกซึ้ง
สัญญาณอันตราย: เมื่อคุณอาจตกเป็นเหยื่อ Deepfake
การรวบรวมหลักฐาน Deepfake อย่างมืออาชีพคือกุญแจสำคัญในการดำเนินคดีและทวงคืนความยุติธรรมจากภัยคุกคามทางดิจิทัล
การรู้เท่าทันและสังเกต สัญญาณอันตราย คือด่านแรกในการปกป้องตัวเองจาก Deepfake นี่คือธงแดงที่คุณควรระมัดระวัง:
ใบหน้าและผิวพรรณดูผิดปกติ
- รอยยับหรือริ้วรอยที่ไม่สอดคล้องกัน: ใบหน้าดูเรียบเนียนผิดธรรมชาติ หรือมีริ้วรอยในจุดที่ไม่ควรมี
- สีผิวไม่สม่ำเสมอ: บริเวณใบหน้ามีสีผิวที่ต่างจากส่วนอื่นของร่างกายอย่างชัดเจน หรือมีเงาตกกระทบที่ดูไม่สมจริง
- ขอบใบหน้าดูเบลอหรือคมชัดเกินไป: รอยต่อระหว่างใบหน้ากับพื้นหลังดูไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนถูกตัดต่อมา
- การแสดงออกทางสีหน้าไม่ตรงกับอารมณ์: ใบหน้าอาจยิ้ม แต่ดวงตาดูเศร้า หรือแสดงอารมณ์ที่ขัดแย้งกับบริบทของวิดีโอ
ดวงตาและคิ้ว
- การเคลื่อนไหวของดวงตาแปลกๆ: ดวงตาอาจไม่มองตรงไปข้างหน้า หรือมีการเคลื่อนไหวที่กระตุกผิดปกติ
- การกะพริบตาที่ไม่สม่ำเสมอ: กะพริบตาถี่เกินไป น้อยเกินไป หรือจังหวะการกะพริบดูไม่เป็นธรรมชาติ
- เงาสะท้อนในดวงตาไม่สมจริง: เงาแสงสะท้อนในดวงตาอาจดูแบน ไม่มีมิติ หรือไม่สอดคล้องกับแสงในสภาพแวดล้อม
ริมฝีปากและเสียง
- การขยับปากไม่ตรงกับเสียง: การเคลื่อนไหวของริมฝีปากและคำพูดไม่สัมพันธ์กัน หรือมีเสียงดีเลย์
- เสียงที่ผิดเพี้ยน: น้ำเสียงดูเป็นหุ่นยนต์ มีเสียงสะท้อนผิดปกติ หรือมีสำเนียงที่ไม่ใช่ของเจ้าของเสียงจริง
- การหายใจหรือหยุดพูดที่ไม่เป็นธรรมชาติ: จังหวะการพูด การหายใจ หรือการเว้นวรรคดูไม่เหมือนคนปกติ
ลักษณะอื่นๆ ที่ควรสังเกต
- แสงและเงาไม่สอดคล้องกัน: แสงที่ตกกระทบใบหน้าไม่ตรงกับทิศทางแสงของสภาพแวดล้อม หรือเงาที่เกิดขึ้นดูผิดธรรมชาติ
- การเคลื่อนไหวร่างกายดูไม่เป็นธรรมชาติ: การเคลื่อนไหวของศีรษะ ร่างกาย หรือท่าทางต่างๆ ดูแข็งทื่อ กระตุก หรือไม่ลื่นไหล
- องค์ประกอบพื้นหลังผิดปกติ: พื้นหลังอาจดูเบลอผิดปกติ มีสิ่งของที่ไม่ควรอยู่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สมเหตุสมผล
- คุณภาพของวิดีโอ: Deepfake มักมีคุณภาพวิดีโอที่ต่ำกว่าต้นฉบับ มีรอยพิกเซล หรือมีสัญญาณรบกวน
หากคุณพบสัญญาณเหล่านี้อย่างน้อย 2-3 ข้อในวิดีโอหรือเสียงที่คุณสงสัย ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทันที เพราะทุกนาทีมีค่าในการหยุดยั้งความเสียหาย
📖 อ่านเพิ่มเติม: หลักฐานแชทจากนักสืบ: น้ำหนักกฎหมายในคดีฟ้องหย่า
บทบาทของนักสืบในการรวบรวมหลักฐาน Deepfake
การ รวบรวมหลักฐาน Deepfake ให้มีน้ำหนักทางกฎหมายนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด นักสืบณรงค์มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการอย่างเป็นระบบและเชี่ยวชาญ
1. การสืบค้นและระบุแหล่งที่มาของ Deepfake
นักสืบจะเริ่มต้นด้วยการสืบค้นหาต้นตอของ Deepfake ว่าเริ่มเผยแพร่จากที่ใด ใครเป็นคนแรกที่โพสต์ หรือมีการส่งต่อผ่านช่องทางใดบ้าง ซึ่งรวมถึง:
- แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย: ตรวจสอบ Facebook, X (Twitter), Instagram, TikTok, YouTube, Reddit หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่มีการเผยแพร่
- แอปพลิเคชันแชท: ตรวจสอบ LINE, WhatsApp, Telegram หรือกลุ่มแชทส่วนตัวที่อาจมีการส่งต่อ
- เว็บไซต์หรือฟอรัม: ค้นหาเว็บไซต์หรือเว็บบอร์ดที่อาจมีการอัปโหลดหรือพูดถึง Deepfake นั้นๆ
- Dark Web/Deep Web: ในบางกรณีที่ซับซ้อน อาจต้องสืบค้นไปยังส่วนที่เข้าถึงได้ยากกว่าบนอินเทอร์เน็ต
2. การรวบรวมหลักฐานดิจิทัลอย่างมืออาชีพ
การเก็บหลักฐานดิจิทัลต้องทำอย่างถูกวิธี เพื่อให้สามารถใช้ในชั้นศาลได้ ซึ่งนักสืบจะดำเนินการดังนี้:
- บันทึกภาพหน้าจอและวิดีโอ: บันทึกหน้าจอที่แสดง Deepfake พร้อมระบุวันเวลา URL และข้อมูลผู้โพสต์อย่างละเอียด
- การเก็บข้อมูล Metadata: หากเป็นไปได้ จะพยายามเก็บข้อมูล Metadata ของไฟล์ เช่น วันที่สร้าง วันที่แก้ไข ข้อมูลอุปกรณ์ที่ใช้สร้าง (ซึ่งอาจต้องอาศัยความร่วมมือจากแพลตฟอร์ม)
- การจัดทำรายงานหลักฐาน: จัดทำรายงานสรุปหลักฐานที่รวบรวมได้ทั้งหมด โดยระบุแหล่งที่มา วันเวลา และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน
- การประทับรับรองหลักฐาน: ในบางกรณี อาจต้องประสานงานกับทนายความเพื่อประทับรับรองความถูกต้องของหลักฐานดิจิทัล
3. การสืบหาตัวตนผู้กระทำผิด
นี่คือส่วนที่ท้าทายที่สุด แต่เป็นหัวใจของการดำเนินคดี นักสืบจะใช้เทคนิคต่างๆ ในการสืบหาตัวตนผู้กระทำผิด ซึ่งอาจรวมถึง:
- การวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณะ: ตรวจสอบโปรไฟล์โซเชียลมีเดีย ข้อมูลการลงทะเบียนเว็บไซต์ หรือข้อมูลอื่นๆ ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
- การสืบสวนเชิงลึก: ติดตามร่องรอยดิจิทัลที่ผู้กระทำผิดอาจทิ้งไว้ เช่น รูปแบบการใช้งานบัญชี รายชื่อเพื่อนร่วมกลุ่ม หรือการเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่นๆ
- การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: ในกรณีที่จำเป็น นักสืบจะแนะนำให้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหน่วยงานภาครัฐ เช่น ETDA, สำนักงาน ก.ล.ต. (หากเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางการเงิน) เพื่อขอความร่วมมือในการเข้าถึงข้อมูลจากแพลตฟอร์มหรือผู้ให้บริการ (นักสืบไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวโดยตรงได้)
- การตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคล: หากผู้กระทำผิดเป็นนิติบุคคล อาจใช้ DBD DataWarehouse+ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อตรวจสอบข้อมูลบริษัท
เล่าจากประสบการณ์: “ในการสืบสวนเคส Deepfake เราเคยเจอเคสที่ผู้กระทำผิดใช้บัญชีปลอมจำนวนมากเพื่อกระจายคลิป แต่ร่องรอยเล็กๆ น้อยๆ เช่น การใช้รูปโปรไฟล์ที่เคยปรากฏในบัญชีจริงของบุคคลหนึ่ง หรือการใช้คำพูดเฉพาะตัวบางคำในโพสต์ที่คล้ายกับบุคคลที่เราสงสัย ช่วยให้เราสามารถจำกัดวงผู้ต้องสงสัยได้ และนำไปสู่การรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมได้ในที่สุด มันเหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ ที่ต้องใช้ความอดทนและสายตาที่เฉียบคม”
ไทม์ไลน์: กระบวนการสืบสวนและรวบรวมหลักฐาน Deepfake

การดำเนินการกับ Deepfake ต้องรวดเร็วและเป็นระบบ นี่คือไทม์ไลน์โดยประมาณของกระบวนการที่นักสืบณรงค์ดำเนินการ:
วันที่ 1-3: ประเมินสถานการณ์และวางแผนเบื้องต้น
- ปรึกษาเบื้องต้น: ลูกค้าติดต่อ นักสืบณรงค์ เล่าสถานการณ์และให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ Deepfake ที่พบ
- ประเมินความเสียหาย: ทีมงานประเมินขอบเขตการเผยแพร่ ความเสียหายที่เกิดขึ้น และความเป็นไปได้ในการสืบสวน
- วางแผนและทำสัญญา: กำหนดแผนการสืบสวนเบื้องต้น ขอบเขตงาน และค่าใช้จ่าย พร้อมทำสัญญาว่าจ้าง
สัปดาห์ที่ 1-2: รวบรวมหลักฐานดิจิทัลและสืบหาแหล่งที่มา
- สืบค้นแหล่งที่มา: ทีมงานเริ่มสืบค้นหาต้นตอและช่องทางการเผยแพร่ Deepfake อย่างละเอียด
- เก็บหลักฐานดิจิทัล: บันทึกภาพหน้าจอ วิดีโอ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงความถูกต้องทางกฎหมาย
- วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น: ตรวจสอบข้อมูล Metadata หากทำได้ และวิเคราะห์รูปแบบการเผยแพร่
สัปดาห์ที่ 2-4: สืบหาตัวตนผู้กระทำผิด
- สืบสวนเชิงลึก: ใช้เทคนิคการสืบสวนเพื่อเชื่อมโยงร่องรอยดิจิทัลเข้ากับบุคคลหรือกลุ่มผู้ต้องสงสัย
- รวบรวมข้อมูลสนับสนุน: เก็บข้อมูลเพิ่มเติมที่อาจช่วยระบุตัวตน เช่น ข้อมูลสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัย
- ประสานงานเบื้องต้น (หากจำเป็น): หากพบข้อมูลที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากแพลตฟอร์มหรือหน่วยงานภาครัฐ จะแนะนำแนวทางและขั้นตอนการประสานงานกับตำรวจหรือทนายความ
สัปดาห์ที่ 4-6: สรุปรายงานและเตรียมพร้อมดำเนินคดี
- จัดทำรายงานสรุป: รวบรวมหลักฐานทั้งหมด จัดทำรายงานการสืบสวนที่ละเอียดและเป็นระบบ
- นำเสนอหลักฐาน: นำเสนอหลักฐานและรายงานให้ลูกค้า พร้อมให้คำแนะนำในการปรึกษาทนายความเพื่อยื่นฟ้องดำเนินคดี
- ให้คำปรึกษาเพิ่มเติม: ให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าและทนายความที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับลักษณะของหลักฐานและการนำเสนอในชั้นศาล
ไทม์ไลน์นี้เป็นเพียงภาพรวม ระยะเวลาจริงอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแต่ละกรณี
เคสตัวอย่าง: การดำเนินคดีผู้สร้าง Deepfake คุณสุชาติ
คุณสุชาติ (นามสมมติ) เป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เขามักจะปรากฏตัวในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อโปรโมทธุรกิจสตาร์ทอัพของเขา วันหนึ่ง เพื่อนร่วมงานได้ส่งคลิปวิดีโอสั้นๆ ที่มีใบหน้าของคุณสุชาติกำลังกล่าวถ้อยคำหยาบคายและดูหมิ่นคู่แข่งทางธุรกิจอย่างรุนแรง คลิปนี้ถูกเผยแพร่ในกลุ่มไลน์ลับของนักลงทุนและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ทำให้ชื่อเสียงของคุณสุชาติเสียหายอย่างหนัก และลูกค้าหลายรายเริ่มถอนตัว
สิ่งที่นักสืบณรงค์ทำ:
- เก็บหลักฐานทันที: ทีมงานเริ่มจากการบันทึกคลิปวิดีโอ Deepfake ที่ถูกเผยแพร่ พร้อมบันทึกหน้าจอที่แสดงวันเวลา ผู้โพสต์ และ URL ของแหล่งที่มาทั้งหมด
- สืบค้นแหล่งกำเนิด: จากการวิเคราะห์รูปแบบการเผยแพร่ พบว่าคลิปเริ่มจากบัญชีผู้ใช้หนึ่งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ซึ่งมีร่องรอยการเชื่อมโยงกับบัญชีอื่นๆ ที่ใช้ข้อมูลส่วนตัวบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน
- วิเคราะห์ร่องรอยดิจิทัล: ทีมงานพบว่าบัญชีผู้โพสต์มีการโต้ตอบกับบัญชีอื่นๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับคู่แข่งทางธุรกิจของคุณสุชาติอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะใช้ชื่อปลอม แต่มีรูปแบบการใช้ภาษาและภาพบางอย่างที่ซ้ำกับพนักงานของบริษัทคู่แข่ง
- รวบรวมข้อมูลสนับสนุน: นักสืบได้รวบรวมข้อมูลสาธารณะของพนักงานคู่แข่งเหล่านั้น เช่น รูปภาพโปรไฟล์เก่าๆ และโพสต์สาธารณะ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับร่องรอยที่พบในบัญชีผู้โพสต์ Deepfake
หลักฐานที่ได้:
- คลิปวิดีโอ Deepfake ที่ถูกบันทึกไว้พร้อม Metadata บางส่วน
- ภาพหน้าจอการเผยแพร่บนแพลตฟอร์มต่างๆ พร้อม URL และวันเวลา
- รายงานการสืบค้นที่ระบุบัญชีผู้โพสต์และเครือข่ายบัญชีที่เกี่ยวข้อง
- ข้อมูลเชื่อมโยงระหว่างบัญชีผู้โพสต์กับพนักงานของบริษัทคู่แข่ง (ซึ่งเป็นหลักฐานทางอ้อมที่ต้องนำไปใช้ประกอบกับหลักฐานอื่น)
ผลลัพธ์:
คุณสุชาติใช้หลักฐานที่นักสืบณรงค์รวบรวมได้ไปปรึกษาทนายความ เพื่อยื่นฟ้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560) การมีหลักฐานที่แน่นหนาและเป็นระบบ ทำให้คดีของคุณสุชาติมีน้ำหนัก และอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีเพื่อเอาผิดผู้สร้าง Deepfake และเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้น
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดี Deepfake ในประเทศไทย
การดำเนินคดีกับผู้สร้าง Deepfake ในประเทศไทยเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
1. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560)
กฎหมายฉบับนี้เป็นหัวใจสำคัญในการเอาผิดผู้สร้าง Deepfake ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มีมาตราที่เกี่ยวข้องโดยตรง:
- มาตรา 14: ผู้ใดกระทำความผิดที่เกี่ยวกับการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ หรือการส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่รู้ว่าเป็นข้อมูลตามที่กล่าวมาข้างต้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- มาตรา 16: ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้อันเป็นการกระทำต่อภาพของผู้อื่น ที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
(หมายเหตุ: การใช้ AI สร้าง Deepfake เข้าข่ายการกระทำต่อภาพของผู้อื่นด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์)
2. ประมวลกฎหมายอาญา
ในกรณีที่ Deepfake มีเนื้อหาหมิ่นประมาท หรือคุกคาม:
- มาตรา 326: ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- มาตรา 328: ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรืออักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
3. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)
แม้ Deepfake จะไม่ได้เป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง แต่การนำภาพหรือเสียงของบุคคลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเข้าข่ายการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ ซึ่ง PDPA มีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้
4. การเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง
นอกจากการดำเนินคดีอาญาแล้ว ผู้เสียหายยังมีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น ค่าเสียหายต่อชื่อเสียง ค่าเสียหายทางจิตใจ หรือค่าเสียหายจากการประกอบอาชีพที่เสียไป
การดำเนินการทางกฎหมายเหล่านี้ต้องอาศัยหลักฐานที่รวบรวมมาอย่างถูกต้องและครบถ้วน ซึ่งเป็นภารกิจหลักของนักสืบณรงค์
สรุป
Deepfake เป็นภัยร้ายแรงที่คุกคามทั้งบุคคลและสังคม การตกเป็นเหยื่อ Deepfake อาจนำมาซึ่งความเสียหายอย่างมหาศาล ทั้งในด้านชื่อเสียง จิตใจ และการเงิน แต่คุณไม่ได้อยู่คนเดียวในการต่อสู้กับภัยนี้
- นักสืบมืออาชีพอย่างนักสืบณรงค์มีบทบาทสำคัญในการ รวบรวมหลักฐาน Deepfake อย่างเป็นระบบและถูกต้องตามหลักกฎหมาย
- กระบวนการสืบสวนครอบคลุมตั้งแต่การ สืบค้นแหล่งที่มา การ เก็บหลักฐานดิจิทัล ไปจนถึงการ สืบหาตัวตนผู้กระทำผิด
- หลักฐานที่รวบรวมได้จะถูกนำไปใช้ประกอบการ ยื่นฟ้องดำเนินคดี ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงการเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง
- การดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดยั้งความเสียหายและทวงคืนความยุติธรรม
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 — เหตุฟ้องหย่า
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)
ℹ️ ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี · อ่านเพิ่ม: กฎหมายฟ้องหย่า.html · กฎหมาย-pdpa.html
ต้องการความช่วยเหลือ?
หากคุณต้องการจ้างนักสืบเอกชน หรือต้องการปรึกษาเรื่องส่วนตัว ติดต่อเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง